ผ้าไหมไทย By ruenmaii

ผ้าไหมในไทย (วีรธรรม, 2557)

                ผ้าไหมเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของชาติไทย สะท้อนถึงความเป็นผู้ที่มีใจรักในงานศิลปะและมีความเชี่ยวชาญในเชิงหัตถศิลป์ดังจะเห็นได้จาก ความหลากหลายของผ้าไหมที่มีในประเทศไทย

ประวัติผ้าไหม(กรมวิชาการเกษตร, 2547)  ที่มีหลักฐาน และการค้นพบเก่าแก่ที่สุด คือ มีการพบที่ประเทศจีน ประมาณ 4,700 กว่าปีที่แล้ว โดยมีหลักฐานที่สามารถอ้างถึงได้ อาทิ หนังสือจีนโบราณชื่อ ไคเภ็ก ที่กล่าวถึงพระนางง่วนฮุย(ธิดาของ ไซ เล่ง สี) พระมเหสีของพระเจ้าอึ้งตี่หรือฮวงตี่ (Haung Di) พระนางได้ทูลต่อพระเจ้าอึ้งตี่ว่า วันหนึ่งพระนางได้เสด็จไปที่อุทยานหลวง ทอดพระเนตรเห็นตัวหนอนหลายตัวเกาะที่ต้นหม่อน ต่อมาตัวหนอนได้ชักใยพันรอบตัว จึงหยิบขึ้นมาพิจารณาเมื่อดึงออกมาจะเป็นเส้นๆมีความเหนี่ยวดี ถ้านำมาทำเป็นผืนแพร เนื้อผ้าคงจะดีกว่าปอ และป่าน ที่ใช้ทำเครื่องนุ่งห่มในสมัยก่อน พระนางงจึงทรงสามารถเลี้ยงไหมสาวเส้นไหมและทอเป็นผืนผ้าได้สำเร็จได้ตั้งแต่กาลครั้งนั้นและได้รับการถวายพระฉายาว่า “นางพญาแห่งหัตถกรรมทำไหม” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ก็แพร่กระจายไปตามตำบลต่างๆของจีนซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีจีนระบุว่าการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเริ่มต้นที่ลุ่มแม่น้ำชางเจียง (Changjiang River Valley) และนี่คือจุดเริ่มต้นอารยะธรรมไหมโลก หรือที่เรียกกันว่าเส้นทางสายไหม (Silk Road)

สำหรับประเทศไทย พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทอผ้าไหมที่เก่าแก่ที่สุดประมาณ 3,000 กว่าปีที่แล้ว โดยพบเศษผ้าไหมและลูกกลิ้งดินเผาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการทำลวดลายที่ บ้านนาดี อำเภอหนองหาญ จังหวัดอุดร และบริเวณพื้นที่อื่นๆในภาคอีสาน ซึ่งจากการสันนิษฐาน พบว่า มีการเลี้ยง และการทอผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งหุ่มกระจายทั่วไปในแถบภาคอีสาน และสายพันธุ์ไหมที่ใช้เป็นสายพันธุ์พื้นเมืองที่มีการฟักตัวได้ตลอดทั้งปี มีลักษณะรูปร่างเรียวเล็กสีเหลือง ในส่วนภาคอื่นๆ ของประเทศมีหลักฐานตรวจพบถึงการทอผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งห่มปรากฏตามจารึกของพงศาวดารต่างๆ จนถึงสมัยอยุธยา กรุงธนบุรี ถึงรัชสมัยปัจจุบัน(สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, 2551) 

ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ 2411-2453) ถือเป็นยุคแรกของการส่งเสริมปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมของไทย ทรงก่อตั้งกรมช่างไหม และโรงเรียนสอนเกี่ยวกับการปลูก และการทอผ้าไหมโดยเฉพาะร่วมกับผู้เชี่ยวชาญประเทศญี่ปุ่น จนทำให้เกิดการพัฒนาวิทยาการการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และเทคโนโลยีการทอผ้าไหมมากยิ่งขึ้น อาทิ การใช้เครื่องทอผ้าไหมแทนมือ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2447 ทางราชการได้ตั้งสาขาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมขึ้นที่จังหวัด นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์และร้อยเอ็ด  เพื่อสอนการผลิตรังไหมและทอผ้าไหมแก่ชาวบ้านอีสาน ซึ่งมีความสามารถในการทอผ้าพื้นเมืองอยู่แล้ว กิจการก้าวหน้าและขยาย ออกไปสู่จังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้น คือ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และชัยภูมิ  จนกระทั้งสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การส่งเสริมการเลี้ยงไหมจึงหยุดชะงักลง และล้มเลิกไปเพราะไหมเป็นโรคตาย ดังนั้นการผลิตรังไหมจึงเป็นงานที่ประณีตที่ต้องรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก จนกระทั่ง พ.ศ. 2478  จึงมีการกลับมาส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอีกครั้ง โดยมีการจัดตั้งโรงงานสาวเส้นไหมด้วยเครื่องจักรขากประเทศอิตาลี ขึ้นเป็นเครื่องแรกที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเป็นศูนย์กลางของเกษตรกรในภาคอีสาน  ในขณะนั้นมีรายงานว่ามีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นจำนวนมากแต่โรงงานต้องประสบปัญหาด้านวัตถุดิบ เนื่องจากราษฎรไม่ชำนาญในการเลี้ยงไหมพันธุ์ต่างประเทศที่เหมาะสมกับการสาวด้วยเครื่องจักรและช่างประจำโรงงานไม่มีความชำนาญพอที่จะดัดแปลงเครื่องจักรให้สามารถสาวรังไหมพันธุ์พื้นบ้านได้ ประกอบกับสงครามมหาเอเชียบูรพาโรงงานจึงหยุดดำเนินงาน

รัฐบาลได้ส่งเสริมการปลุกหม่อนเลี่ยงไหมอีกครั้งหนึ่งในปีพุทธศักราช 2495 โดยยกฐานะขึ้นเป็นสถานีส่งเสริมการเลี้ยงไหมที่จังหวัดอุบลราชธานีและบุรีรัมย์ ทำการเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชน ตั้งแต่วิธีการปลุกหม่อน การผสมพันธุ์ไหม การคัดเลือกพันธุ์ เป็นต้น ซึ่งปรากฏว่าพันธุ์ไหมที่เลี้ยงกันในประเทศไทยมีลักษณะค่อนไปทางพันธุ์ของญี่ปุ่น เนื่องด้วยไทยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้อย่างเป็นระบบ ทำให้วิชาการด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ

ต่อมาการพัฒนาขาดความต่อเนื่องตราบจนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนับสนุนส่งเสริมการทำไหมไทยเพื่อให้เกษตรกรมี่รายได้และทรงนำความงามของไหมไทยสู่สายตาชาวโลก พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นอกจากจะเป็นการเสริมรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และดีงามของชาติไทย ที่ได้สืบต่อกันมาเป็นเวลานานอีกด้วยไม่ว่าเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร การพัฒนาการเลี้ยงไหมก็ต้องดำเนินต่อไป

สำหรับการผลิตผ้าไหมในภาคครัวเรือนมีเพิ่มมากขึ้นเกือบทุกภาค โดยเฉพาะในภาคอีสาน และภาคเหนือที่มีการผลิตในระดับครัวเรือน และการจัดตั้งกลุ่มผู้ทอผ้าขึ้น เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ และส่งออกเพื่อจำหน่ายยังต่างประเทศ